หน่วยการเรียนรู้ที่ 2

การแสดงนาฏศิลป์ไทย

โดย ผศ.ดร.ขวัญใจ คงถาวร

ประวัตินาฏศิลป์ไทย

นาฏศิลป์ไทยเกิดจากวิถีชีวิตและอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ เช่น ความสุข ความกลัว และความศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มนุษย์จึงแสดงออกผ่านการ เคลื่อนไหวร่างกายตามธรรมชาติ ก่อนพัฒนาเป็นท่าฟ้อนรำที่งดงาม มีความ แตกต่างกันไปตามสังคม วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น

นาฏยศาสตร์

นาฏยศาสตร์ คือคำสมาสระหว่างคำว่า นาฏย และ ศาสตร์
หมายถึงวิชาความรู้เนื่องด้วยจากการฟ้อนรำ หรือการแสดงระบำ รำ ฟ้อน

1

แนวคิดความเชื่อ
จากอินเดีย

2

พระศิวะพระบิดา
แห่งนาฏศิลป์

3

พระภรตมุนี ผู้รวบรวม
องค์ความรู้

4

คัมภีร์นาฏยศาสตร์

ที่มาของนาฏศิลป์ไทย

1.กำเนิดจากกระบวนการธรรมชาติ

นาฏศิลป์ไทยเกิดจากการแสดงอารมณ์ และการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของมนุษย์
ต่อมาพัฒนาเป็นภาษาท่า กระบวนท่าฟ้อนรำที่มีความงดงาม

ที่มาของนาฏศิลป์ไทย

2.กำเนิดจากพิธีกรรมและการบวงสรวง

นาฏศิลป์ไทยเกิดจากการบวงสรวงและบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของมนุษย์
มีการขับร้อง การฟ้อนรำเพื่อขอพรและแสดงความเคารพต่อเทพเจ้า
ต่อมาพัฒนาเป็นการแสดงเพื่อความบันเทิง สร้างความสุขแก่ผู้คน

ที่มาของนาฏศิลป์ไทย

3.อิทธิพลจากอารยธรรมอินเดีย

1

พระพรหมได้สร้างการฟ้อนรำ
จากพระเวททั้ง 4 ได้แก่

  • ฤคเวท นำเอา “คำพูด” หรือบทสนทนา (ปาฐยะ) มาใช้
  • ยชุรเวท นำเอา “การแสดงท่าทาง” หรือกิริยาท่าทาง (อภินัย) มาใช้
  • สามเวท นำเอา “ดนตรี” หรือทำนองเพลง (คีตะ) มาใช้
  • อาถรรพเวท นำเอา “อารมณ์ความรู้สึก” หรือรสนาฏศิลป์ (รส) มา
2

พระพรหม

ทรงรวบรวม สาระ พระเวททั้ง4

ทรงสร้าง นาฏยเวท
3

พระภรตมุนี

รับนาฏยเวทจากพระพรหม

นำไปฝึกพร้อมเหล่าศิษย์ก่อนเรียบเรียงเป็นคัมภีร์นาฏยศาสตร์

4

คัมภีร์นาฏศิลป์ศาสตร์

ท่ารำกรณะ 108 ท่า
เป็นแม่บทของท่ารำ

อังคะ คือการฟ้อนรำที่ใช้ ศีรษะ มือ เอว อก แขน ขา เท้า

อุปังคะ คือ การเคลื่อนไหวตา คิ้ว จมูก ปาก แก้มคาง หรือเรียกรวม ๆ ว่าใบหน้า

ปรัตยังคะ คือการฟ้อนรำด้วย ไหล่ หลัง หน้าท้อง ให้เห็นถึงความหนักแน่น สง่างามมีความปราณีตอ่อนหวานและนุ่มนวล

5

พัฒนาสู่นาฏศิลป์ไทย

โขน ละคร รำ ระบำ

รับอิทธิพลจากอินเดียและปรับให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทยจนเกิดมาเป็นรูปแบบนาฏศิลป์ไทยที่มีเอกลักษณ์งดงามสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ประเภทและรูปแบบของนาฏศิลป์ไทย

แบ่งออกเป็น 4 ประเภท

โขน

เป็นการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทยที่มีเอกลักษณ์ และเป็นเครื่องราชูปโภคของพระมหากษัตริย์ คือ ผู้แสดงจะต้องสวมหัวโขน ยกเว้นตัวพระ ตัวนางจะไม่สวมหัวโขน

ลักษณะสำคัญของโขน

  • มีการใช้ท่าทางประกอบบทร้อง
  • แต่งเป็นกลอนที่ใช้ในการแสดงโขน เช่น กลอนแปด กลอนสุภาพ
  • มีบทพากย์เจรจา
  • การรำเพลงหน้าพาทย์ ซึ่งเพลงหน้าพาทย์ สิ่งสำคัญ ต้องรำให้ตรงกับจังหวะหน้าทับของเพลง หรือที่เรียกกันทั่วไป คือ การรำตรงตามจังหวะของกลอง ผู้นำจะต้องยึดตามทำนองเพลงเป็นหลัก เพราะมีจังหวะที่บังคับไว้เป็นแบบแผน

โขนเป็นศิลปะชั้นสูงของไทย

มี 5 ประเภท

โขนกลางแปลง

โขนกลางแปลง

โขนกลางแปลง :

  • เป็นการแสดงโขนในพื้นที่โล่งแจ้ง
  • ไม่มีการสร้างโรงหรือฉากประกอบ เน้นฉาก การรบและการเคลื่อนไหวของตัวละครอย่างสง่างาม
  • ผู้แสดงต้องสามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ปัจจุบันนิยมจัดแสดงในอุทยานประวัติศาสตร์ สนามที่มีความกว้าง และพื้นที่โล่งกลางแจ้ง

ที่มา : สำนักการสังคีต กรมศิลปากร และภาพประกอบจากการแสดงโขนกลางแปลง

โขนนั่งราว

โขนนั่งราว

โขนนั่งราว เรียกอีกอย่างว่า โขนโรงนอก : เป็นโขนที่แสดงบนโรง ที่มี “ราว” พาดด้านหน้าเวทีสำหรับให้ผู้แสดงนั่งระหว่างออกแสดง

  • ลักษณะเด่น คือ มีราวพาดอยู่บนเวที และให้ผู้แสดงนั่งบนราว
  • เน้นการแสดงตามแบบแผนดั้งเดิม

ปัจจุบันโขนนั่งราวเป็นรูปแบบการแสดงที่ไม่ค่อยมีจัดแสดง จะมีเฉพาะบางโอกาสที่สำคัญ

ที่มา : สำนักการสังคีต กรมศิลปากร และภาพประกอบจากการแสดงโขนนั่งราว

โขนโรงใน

โขนโรงใน

โขนโรงใน :

เป็นโขนที่ได้รับอิทธิพลจากการแสดงละครใน

  • มีความประณีตยิ่งขึ้น การร่ายรำเหมือนแบบละครใน
  • มีการจัดฉากประกอบการแสดง
  • เครื่องแต่งกาย ชุดยืนเครื่อง
  • แสดงภายในโรงละคร ทำให้สามารถควบคุมแสง สี เสียง และบรรยากาศของการแสดงได้อย่างสมบูรณ์

ที่มา : สำนักการสังคีต กรมศิลปากร

โขนหน้าจอ

โขนหน้าจอ

โขนหน้าจอ : เป็นโขนรูปแบบดั้งเดิมที่แสดงหน้าจอผ้าขาว ซึ่งเดิมเป็นจอที่ใช้สำหรับการแสดงหนังใหญ่ แล้วพัฒนามาเป็นคนเล่นสลับกับตัวหนังใหญ่ ต่อมานิยมให้ผู้แสดงโขนออกมาแสดง โดยไม่มีตัวหนังแสดงแล้วเล่นด้านหน้าจอ จึงเรียกว่า “โขนหน้าจอ”

ที่มา : คณะศิลปศึกษา จัดการแสดงโขนหน้าจอ เรื่องรามเกียรติ์ ในงานบวงสรวงหลวงพ่อดำ

โขนฉาก

โขนฉาก

โขนฉาก : เป็นรูปแบบโขนที่พัฒนามาจากโขนโรงใน

  • มีฉากประกอบที่สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง ทำให้การแสดงมีความสมจริงและอลังการมากขึ้น
  • มีการใช้เทคนิคด้านแสง สี เสียง และเวทีสมัยใหม่
  • ปัจจุบันเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

เป็นการแสดงโขนพระราชทานและได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบ การอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปะการแสดงโขนของไทย

ที่มา : สำนักการสังคีต กรมศิลปากร

รำและระบำ

เป็นศิลปะแห่งการร่ายรำประกอบ
เพลงดนตรีและบทขับร้อง

รำ

รำ หมายถึง ศิลปะแห่งการร่ายรำ แบบรำเดี่ยว รำคู่ หรือการรำอาวุธ เป็นต้น มีผู้แสดง 1-2 คน มีลักษณะการแต่งกาย ตามรูปแบบของการแสดง ไม่เล่นเป็นเรื่องราว อาจมีบทขับร้องประกอบ การรำเข้ากับบทเพลง มีกระบวนท่ารำไปตามบทร้อง และทำนองเพลง

รำคู่ : ผู้แสดงรำ 2 คน การรำเชื่อมโยงสอดคล้องต่อเนื่องกัน มีความพร้อมเพรียง เสมือนเป็นคนเดียว หรือการเข้าคู่ที่สัมพันธ์กัน เช่น รำรจนาเสี่ยงพวงมาลัย รำกิ่งไม้เงินทอง รำพระรามตามกวาง รำหนุมานจับนางเบญจกาย เป็นต้น

รำเดี่ยว เป็นการรำคนเดียว มุ่งเน้นการรำอวดฝีมือ ใช้ลีลาต่าง ๆ ผู้แสดงจะต้องมีทักษะของการใช้ลีลาร่ายรำที่เชี่ยวชาญ เช่น รำฉุยฉายพราหมณ์ รำฉุยฉายเบญจกาย รำลงสรงโทน รำพลายชุมพล เป็นต้น

รำคู่ รำรจนาเสี่ยงพวงมาลัย
รำเดี่ยว รำพลายชุมพล
ศิลปะการร่ายรำ

ระบำ

ระบำ หมายถึง ศิลปะแห่งการร่ายรำที่เป็นระบำหมู่ มีผู้แสดงตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป อาจมีบทขับร้องประกอบการรำเข้าทำนองเพลง เน้นความพร้อมเพรียง ซึ่งระบำจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

01

ระบำมาตรฐาน

ระบำพรหมาสตร์

การแสดงที่มีการประดิษฐ์ท่ารำให้มีความสวยงาม มีนักแสดงมากกว่าสองคนขึ้นไป วางท่ารำเหมาะสมสอดคล้องกับบทร้องและเป็นแบบแผน เน้นการเคลื่อนที่ของนักแสดง ที่พร้อมเพรียงกัน เป็นมาตรฐานการรำที่เป็นแบบแผนต้นฉบับของการเรียนนาฏศิลป์

ลักษณะการแต่งกายระบำประเภทนี้จะแต่งแบบยืนเครื่องพระ-นาง เช่น ระบำดาวดึงส์ ระบำเทพบันเทิง ระบำพรหมาสตร์ เป็นต้น

02

ระบำเบ็ดเตล็ด

ระบำกริช

การแสดงที่ประดิษฐ์คิดค้นหรือปรับปรุงขึ้นใหม่โดยคำนึงถึงความเหมาะสม ตามวัตถุประสงค์ หรือการนำไปใช้ในโอกาสต่าง ๆ การประดิษฐ์ท่ารำโดยยึดตาม แบบแผนกระบวนการท่ารำ เช่น รำแม่บทเล็ก แม่บทใหญ่ หรือประดิษฐ์ท่ารำขึ้นใหม่ ตามจินตนาการ

ออกแบบการแปรแถว บทร้องจะมีหรือไม่ก็ได้ และดนตรีที่มาจากระบำมาตรฐาน แต่ในการแสดงมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับโอกาสที่จะนำไปใช้

การแสดงจะไม่แสดงเป็นเรื่องราว บางชุดการแสดงอาจจะไปแทรกอยู่ในละคร หรือการแสดงโขน
Traditional Thai Drama

ละครรำแบบดั้งเดิม

ละครรำแบบดั้งเดิม คือ ละครชาตรี ละครนอก และละครใน ทั้ง 3 ชนิดถือว่า เป็นละครแบบดั้งเดิมที่เกิดขึ้นในสมัยอยุธยา รูปแบบของละคร 3 ชนิดนี้ มีความแตกต่างกัน คือ

1

ละครชาตรี

การแสดงแบบพื้นบ้าน สมัยแรกเริ่มนิยมใช้ผู้แสดงเพียง 3 คน ใช้เรื่องราวที่มีตัวละครน้อย ปัจจุบันตัวละครมีตามความเหมาะสมของบทละคร เรื่องที่นำมาใช้แสดงเน้นความสนุกสนาน

เรื่องที่แสดง เรื่องมโนห์รา
2

ละครนอก

เล่นได้ทุกเรื่อง ยกเว้น เรื่องรามเกียรติ์ อิเหนา และอุณรุท การดำเนินเรื่องรวดเร็ว เน้นความตลกขบขัน เป็นละครตามแบบฉบับของชาวบ้าน

เรื่องที่แสดง สังข์ทอง คาวี มณีพิชัย แก้วหน้าม้า
3

ละครใน

ละครในเกิดในราชสำนัก นิยมใช้ผู้แสดงหญิง มีขนบธรรมเนียมการแสดง ตามจารีตแบบฉบับราชสำนัก การดำเนินเรื่องช้า เน้นความสวยงามของผู้แสดง ท่ารำ บทร้องและดนตรีที่ไพเราะ

เรื่องที่ใช้ในการแสดง รามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุท
Thai Drama

ละครไทยแบบปรับปรุงขึ้น

01

ละครพันทาง

เรื่องพระลอ ตอน พระลอลงสวน

ละครพันทาง คือ ละครแนวผสมผสานวัฒนธรรมของชาติต่าง ๆ เช่น ท่ารำ บทละคร สำเนียงดนตรี การแต่งกาย เป็นต้น ซึ่งพัฒนามาจากละครนอก การดำเนินเรื่องที่รวดเร็ว

02

ละครดึกดำบรรพ์

เรื่องอิเหนา ตอน ชมดง

เป็นละครที่พัฒนามาจากละครใน เน้นการรำและการร้องในการดำเนินเรื่อง มีเอกลักษณ์เด่นที่ผู้แสดงต้องร้องและรำไปพร้อมกัน ผู้แสดงจึงต้องมีทักษะการร้องดี และรำได้สวยงาม

Improved Thai Drama

ละครปรับปรุง

เป็นละครที่ไม่มีการรำ มีเอกลักษณ์ในการร้อง การพูดในการดำเนินเรื่องหลัก

01

ละครร้อง

เรื่อง สาวเครือฟ้า

เรื่องที่นิยมในการแสดงคือ สาวเครือฟ้า ใช้การร้องในการดำเนินเรื่อง อาจมีการรำแทรกอยู่บ้าง แต่ไม่เน้น การแต่งกายแต่งตามบทบาทในละคร

02

ละครพูด

เรื่อง หามียี่ห้อ

นิยมแสดงในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมละครตะวันตก ซึ่งมีเอกลักษณ์ในการใช้ภาษาเป็นบทพูด เจรจาใช้คำแบบภาษาพูด และการแสดงท่าทางที่เป็นธรรมชาติในชีวิตประจำวัน

ที่มาภาพ : youtube และ facebook
Folk Performance

การแสดงพื้นเมือง

เป็นศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีทั้งรำและระบำที่คิดค้นสร้างสรรค์จากวิถีชีวิต วัฒนธรรม หรือการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชนตามวัฒนธรรม ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ภูมิภาค

Northern Region

การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ

เป็นศิลปะการรำและการละเล่น หรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า “ฟ้อน” การฟ้อนเป็นวัฒนธรรมของชาวล้านนา และกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ ของภาคเหนือ ลักษณะของการฟ้อน มีลีลาท่าฟ้อนรำที่นุ่มนวล อ่อนช้อยงดงาม แต่ก็มีการแสดงที่มีความเข้มแข็ง หนักแน่นอย่าง ตบมะผาบ ฟ้อนดาบ

เครื่องดนตรีพื้นบ้าน เช่น วงสะล้อ ซอ ซึง กลองปู่เจ่ กลองแอว เป็นต้น

Central Region

การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง

เป็นศิลปะการร่ายรำและการละเล่นของชาวภาคกลาง ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพเกี่ยวกับ เกษตรกรรม ประเพณี ศิลปะการแสดง จึงมีเรียบง่าย ความสอดคล้องกับวิถีชีวิต ที่มีความบันเทิง สนุกสนาน เป็นการพักผ่อนหย่อนใจจากการทำนา ทำไร่ หรือเมื่อเสร็จจากฤดูกาลเก็บเกี่ยว เช่น การเล่นเพลงเกี่ยวข้าว รำโทน หรือรำวง รำเถิดเทิง รำกลองยาว ระบำชาวนา เป็นต้น

การแต่งกายตามวัฒนธรรมของท้องถิ่น และใช้วงปี่พาทย์ หรือวงพื้นบ้าน เครื่องดนตรีกลาง เช่น ระนาด ฆ้อง ปี่ กลองยาว กลองโทน ฉิ่ง ฉาบ กรับ และโหม่ง เป็นต้น

Northeastern Region

การแสดงพื้นเมืองภาคอีสาน

เป็นศิลปะการรำและการละเล่นของภาคอีสาน มาจากความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณี วิธีการดำรงชีวิต แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มวัฒนธรรมใหญ่ ๆ อีสานเหนือ และ อีสานใต้

Upper Isan

อีสานเหนือ

นิยมเรียกการแสดงว่า “ฟ้อน เซิ้ง และหมอลำ” กระบวนท่ารำที่สวยงาม เน้นความพร้อมเพรียงในการรำ ใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านประกอบการแสดง ได้แก่ แคน โปงลาง พิณ ซอ กลองยาวอีสาน ฉิ่ง ฉาบ ฆ้อง และกรับ โหวด

Lower Isan

อีสานใต้

อีสานใต้ การแสดงเรียกว่า เรือม เช่น เรือมลูดอันเร รำกระทบสาก ท่ารำและดนตรีกระชับ รวดเร็ว สนุกสนาน ใช้วงมโหรีอีสานใต้บรรเลง เช่น กลองกันตรึม ปี่สไล และพิณ เป็นต้น

Southern Region

การแสดงพื้นเมืองภาคใต้

เป็นศิลปะการแสดงที่ได้รับอิทธิพลผสมผสานด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น มีจังหวะการรำรวดเร็ว สนุกสนาน และท่าทางชัดเจน แบ่งเป็น วัฒนธรรมไทยพุทธ และ วัฒนธรรมไทยมุสลิม

การแต่งกายจะแต่งตามวัฒนธรรมท้องถิ่น มีเครื่องดนตรีประกอบที่สำคัญ เช่น กลองโนรา กลองโพน กลองปืด โทน ทับ แตระ โหม่ง ปี่ไฉน รำมะนา ไวโอลิน อัคคอร์เดียน

Occasions

นาฏศิลป์ไทยในโอกาสต่าง ๆ

เป็นการแสดงในงานพระราชพิธี
เป็นการแสดงที่เผยแพร่และสืบทอดนาฏศิลป์สู่สาธารณชน
งานมงคลและอวมงคล
การเรียนการสอนถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านนาฏศิลป์
Lesson Summary

สรุปท้ายบทเรียน

กำเนิดนาฏศิลป์

  1. กำเนิดจากกระบวนการธรรมชาติ
  2. กำเนิดจากพิธีกรรมและบวงสรวง
  3. อิทธิพลจากอารยธรรมอินเดีย

ประเภทนาฏศิลป์ไทย

  1. โขน
  2. รำและระบำ
  3. ละคร
  4. การแสดงพื้นเมือง

องค์ประกอบการแสดง

  1. ผู้แสดง
  2. ท่ารำ
  3. บทเพลงและดนตรี
  4. การแต่งกายและแต่งหน้า
  5. การแปรแถว
  6. อุปกรณ์การแสดง

โอกาสในการแสดง

  1. ใช้ในงานราชพิธี
  2. เผยแพร่สู่สังคม
  3. งานมงคล อวมงคล
  4. เพื่อความบันเทิงการศึกษา
นาฏศิลป์ไทย
Scroll to Top